จำเขากันได้ไหม  “ดำดินปืน” นที ทองสุขแก้ว  แผงหลังหัวใจทีมชาติไทย

แผงหลังที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของนักเตะทีมชาติไทย ถ้าย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เชื่อกันว่าแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลไทยทุกคนยังจะต้องจำเขาคนนี้ได้อย่างแน่นอน  นั้นคือ  “ดำดินปืน” ฉายาของ  นที ทองสุขแก้ว กองหลังที่มีฝีเท้าฉมังสุดๆ เท่าที่ประเทศไทยเราเคยมีมาก่อน จุดเริ่มต้นก่อนที่จะกระโดดก้าวเข้ามา ขึ้นสู่มืออาชีพ ของนักฟุตบอลโรงเรียนในจังหวัดอุตรดิตถ์ “นที ทองสุขแก้ว” ก็ไม่พลาดโอกาสที่จะต่อ ยอดความฝันของตนเอง  ก้าวกระโดดไปติดทีมชาติไทย และได้กลายเป็นยอดเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ตั้งแต่วัยเพียง 17 ปี เท่านั้นเอง

พันตำรวจโท นที ทองสุขแก้ว อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย  (เกิดเมื่อวันที่  9 ธันวาคม พ.ศ. 2509) เป็นคน จังหวัดอุตรดิตถ์  เคยได้รับตำแหน่งกัปตันทีมชาติไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ถึง พ.ศ. 2541

“นที ทองสุขแก้ว” เริ่มเล่นฟุตบอลให้กับโรงเรียนในจังหวัดอุตรดิตถ์ จนได้มาเข้าร่วมเล่นกับทีมชาติไทยครั้งแรกสมัยเล่นให้กับ “ถาวร ฟาร์ม” ตั้งแต่อายุ 17 ปี ในชุดอายุไม่เกิน 19 ปี  ประมาณปี พ.ศ.2528 โดยในยุคนั้นมีนักเตะชั้นยอดมากมาย  ซึ่งมียอดนักเตะ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่าง “น้าอำ” อำนาจ เฉลิมเชาวลิต กับ ณรงค์ อาจารยุตต์ แต่ต่อมา “ณรงค์ อาจารยุตต์” ได้เกิดอาการป่วยกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของ นที  ทำให้ นที ให้รับโอกาสทำหน้าที่แทน จากฝีเท้าอัดยอดเยี่ยม ทำให้เกิดเป็นตำนาน “กองหลังหมายเลข 7” ติดธงยาวนาน 15 ปี คว้าเหรียญทองซีเกมส์ 3 ครั้ง, อันดับ 4 เอเชียนเกมส์ ส่วนรายการอย่าง เอเชียน คัพ, ปรี โอลิมปิก, คิงส์คัพ ถือว่าไม่เคยพลาด

ต่อมาได้เกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของ “นที ทองสุขแก้ว”  เป็นเพราะมีปรมาจารย์ลูกหนังเมืองไทย ที่ชื่อว่า “วิทยา เลาหกุล” เมื่อประมาณปี พ.ศ.2532 ซึ่งขณะนั้นเป็นโค้ชอยู่ที่ มัตสึชิตะ ทีมในญี่ปุ่น จากนั้นได้มีการแนะนำประธานสโมสรว่า ให้มา “นที” เล่นให้ทีมชาติไทย ตอนนั้น ประธานสโมสรก็ได้เดินทางมาดูเขา ควบคู่ไปกับดู ออสการ์ นักเตะทีมชาติบราซิล ที่เล่นอยู่กับทีม “นิสสัน มอเตอร์ส” จากนั้นเขาชอบในฝีเท้าการเตะของนที จึงได้ดึงตัวไปร่วมทีม ก่อนตัดสินใจเลิกเล่นและแขวนสตั๊ด เมื่ออายุได้ประมาณ 34 ปี หรือปี พ.ศ.2543 มีผู้กล่าวขานและว่ากันว่า เขา คือ ปราการหลังที่ดี และครบเครื่องที่สุดคนหนึ่ง  แต่ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยคิดหรือสนใจที่จะมาเป็นโค้ชเลย… จนทุกวันนี้ “นที ทองสุขแก้ว” ได้กลายเป็นผู้เล่นกองหลังระดับตำนานกัปตันทีมชาติไทย

ช่วงการเบนเข็มทิศชีวิตของตัวเอง  เพียงเพราะต้องการที่จะเก็บเงินช่วยเหลือครอบครัว นทีอายุประมาณแค่ 22 ปี  ซึ่งเล่นอยู่กับสโมสรตำรวจ แต่แล้วพอรู้ตัวว่า จะได้ไปร่วมทีมที่ประเทศญี่ปุ่น ก็รู้สึกตื่นเต้น อีกอย่างเขาก็ไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวนานๆ อย่างมากก็คือ ช่วงเก็บตัวกับทีมชาติไทย เขาต้องไปเริ่มต้นทุกอย่างใหม่หมด ตั้งแต่ก้าวขาลงสู่ประเทศญี่ปุ่น ต้องเร่งปรับตัว ปรับสภาพความฟิตของตนเอง เพื่อให้ทันเพื่อนร่วมทีม และเตรียมตัวให้พร้อมกับการลงสนาม รวมถึงยังต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ และ ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งไม่เคยคิดจะหัดพูดมาก่อน
จากฝีไม้ลายมือและพรสวรรค์ในการยืนเป็นแนวรับที่สุดยอดของนที ทำให้เกิดปรากฎใหม่ภายในทีม “มัตสึชิตะ” ภายใต้การนำทัพของโค้ชเฮง เพียงแค่เปิดฤดูกาลแรกมา เขาก็สามารถสร้างความใหม่ให้ทีมได้ทันที ด้วยการอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ได้ถึง 7 ครั้ง จาก 11 สัปดาห์ที่ลงสนามในเลกแรก

เขาตัดสินใจหันหลังวงการฟุตบอลไทย และกลับไปรับราชการตำรวจเต็มตัว  จากอายุที่มากขึ้นและสภาพร่างกาย  นที กล่าวว่า  “ผมแก่แล้ว ผมวิ่งไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นผมมารับราชการตำรวจแล้วด้วย และงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบก็หนักด้วย  การที่จะทุ่มเทให้กับการซ้อมอย่างเต็มที่ มันไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน เราก็สู้เด็กใหม่ๆ ไม่ได้ อีกอย่างคืออายุเรามันถึงเวลาที่ต้องหยุด แล้วมาตั้งหน้าตั้งตาทำอาชีพตำรวจอย่างเต็มตัว ปัจจุบันติดยศ พ.ต.ท. รับราชการเป็น รองผู้กำกับ ตม. อยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และได้รับราชการมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2530 ในสมัยที่ได้เข้ามาเล่นกีฬาฟุตบอลให้กับทีมตำรวจ โดยได้มี “ชัยยง ขำเปี่ยม” อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทยในสมัยนั้น ได้เป็นผู้ชักชวนให้มา เล่น จากนั้นก็ได้ติดยศเลื่อนขั้นมาเรื่อย ๆ ตามผลงานที่ทางผู้บังคับบัญชาได้เป็นคนพิจรณา ผมรักในอาชีพตำรวจมาก ๆ นะ และก็ได้ตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด ไปจนกว่าที่จะเกษียณอายุราชการ”

นี่คืออีกตัวอย่างของผู้ที่ใช้ความสามารถด้านกีฬาฟุตบอลที่มีอยู่รวมถึงความรู้ความสามารถจนทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตราชการได้เช่นปัจจุบัน สำหรับ “ดำอุตรดิตถ์” พ.ต.ท.นที ทองสุขแก้ว