สงคราม ทำให้ ‘ยูรี่ เวอร์นีดุบ’ มุ่งสู่ผู้พิทักษ์ชาติที่ยูเครน

จากข่าวสถานการณ์ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซีย กับ ประเทศยูเครน ที่มีความรุนแรงมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่าน จึงส่งผลให้ในแวดวงการกีฬา ได้มีนักกีฬาที่สัญชาติยูเครนหลายต่อหลายคนได้เปลี่ยนไปสวมเครื่องแบบทหารเพื่อปกป้องประเทศบ้านเกิด โดยนักกีฬาคนล่าสุดนั่นก็คือกุนซือของทีมเชริฟฟ์ ติราสปอล “ยูรี่ เวอร์นีดุบ” กุนซือสัญชาติยูเครน ที่ทีมได้สร้างเซอร์ไพรส์เอาไว้ในเกมการแข่งขันในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก

ยูรี่ เวอร์นีดุบ ได้รับการแต่งตั้งให้เขาได้เป็นกุนซือของทีมเชริฟฟ์ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา และเขาก็สามารถพาทีมให้ไปเป็นแชมป์ลีกมอลโดวาได้ในช่วงฤดูกาลแรกที่เขานั้นได้เข้ามากุมบังเหียนของทีม แถมเขาก็ยังได้พาทีมเข้าไปเล่นในรายการยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งได้เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของสโมสร และก็ได้เป็นทีมแรกจากลีกสูงสุดของประเทศมอลโดวา ที่ได้ประสบความสำเร็จในการเข้าแข่งขันเวทียุโรปมากมายขนาดนี้

หากลองย้อนกลับไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ชื่อของเชริฟฟ์ ได้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในแวดวงฟุตบอล และหลังจากที่ได้บุกไปสามารถเอาชนะทีม ”ราชันชุดขาว” รีล มาดริด ถึงซานเตียโก้ เบอร์นาเบว ในศึกแชมป์เปี้ยนส์ลีก ในรอบแบ่งกลุ่ม ได้ด้วยสกอร์ 2-1 ประตู โดยบุคคลที่ได้รับคำชื่นชมมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ยูรี่ เวอร์นีดุบ กุนซือใหญ่ของทีมที่เขาได้อยู่เบื้องหลังในการคว้าชัยชนะในครั้งนั้น

 

ถึงแม้ว่าทีมจะสามารถเก็บ 3 แต้มสำคัญได้จากเจ้าของแชมป์ 13 สมัย แต่คะแนนก็ยังไม่พอที่ทำให้เชริฟฟ์ได้ผ่านเข้าไปลงสนามในรอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ และได้หล่นลงไปเล่นในศึกยูโรป้าลีก แต่ในขณะปัจจุบันเชริฟฟ์ก็ได้ตกรอบยูโรป้าลีกไปแล้ว ด้วยฝีมือของบราก้า ทีมดังจากประเทศโปรตุเกส หลังจากที่ได้เสมอกันถึงสองนัดด้วยสกอร์ 2-2 แต่ก็เป็นฝ่ายของบราก้าที่ยิงลูกโทษได้แม่นกว่า จึงทำให้ได้ผ่านได้เข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

 

และจากเหตุสงครามที่ได้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและประเทศยูเครน ได้ส่งผลกระทบไปหลายภาคส่วน รวมถึงวงการกีฬาก็ได้รับผลกระทบจากการเกิดสงครามในครั้งนี้เป็นอย่างมากเช่นกัน ทำให้ ยูรี่ เวอร์นีดุบ ได้ตัดสินใจที่จะระงับบทบาทการคุมทีมข้างสนามเป็นการชั่วคราว เพื่อเดินทางกลับประเทศยูเครนบ้านเกิดของตน และได้เปลี่ยนมาสวมเครื่องแบบทหารเพื่อที่จะเข้าร่วมกับกองทัพ ในการปกป้องประเทศชาติ

 

ยูรี่ เวอร์นีดุบ ได้ดำเนินการลงทะเบียนเพื่อเป็นทหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในขณะนี้เขานั้นได้เดินทางกลับไปยังประเทศยูเครนบ้านเกิดแล้ว โดยใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถบัสนานถึง 11 ชั่วโมง เนื่องจากในขณะนี้ไม่สามารถที่จะเดินทางด้วยเครื่องบินเพื่อเข้าประเทศได้ เนื่องจากประเทศยูเครนได้ดำเนินการปิดน่านฟ้าฝั่งเหนือประเทศแล้ว และในระหว่างการเดินทางของ ยูรี่ เวอร์นีดุบ ก็ได้เห็นผู้ชายที่มีร่างกายแข็งแรงจำนวนมากที่กำลังอพยพออกจากประเทศ ซึ่งถ้าหากว่าคนเหล่านั้นได้กลับมากองหนุน และแรงกำลังสำคัญ ที่สามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้ คงจะเป็นเรื่องราวที่มีความสุข แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

ถึงแม้ว่าคนที่ใกล้ชิดของกุนซือวัย 56 ปีรายนี้ ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ลูก หลาน และลูกของหลาน ได้พยายามที่จะห้ามไม่ให้เข้าร่วม แต่ ยูรี่ เวอร์นีดุบ ก็ได้ยืนยันกลับมาว่าร่างกายของตนนั้นยังคงแข็งแรง และก็ได้ขอบคุณครอบครัวที่ได้เคารพในการตัดสินใจที่จะช่วยเหลือประเทศชาติของเขาในครั้งนี้

เมื่อวัยเยาว์ ยูรี่ เวอร์นีดุบ ได้เคยประจำการอยู่ในกองทัพเป็นระยะเวลา 2 ปี ได้รับการฝึกสอนในทางทฤษฎีเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน และช่วงเวลาหลังจากนั้นก็ได้เรียนรู้วิธีการใช้ปืน ถึงแม้ว่าระยะเวลาจะได้ผ่านมานานมากแล้ว แต่ ยูรี่ เวอร์นีดุบ ก็ยังคงมั่นใจว่าเขาจะไม่มีปัญหาในเรื่องการใช้ปืน เนื่องจากเขานั้นได้เรียนรู้วิธีการใช้ปืนอยู่แล้ว

 

กุนซือฟุตบอลวัย 56 ปีรายนี้ได้วางมือเป็นการชั่วคราวไม่ได้รับอนุญาตให้เขาเปิดเผยบทบาทของตัวเองในกองทัพ ซึ่งในตอนนี้ทุกคนต่างก็ได้รับการฝึกฝน อบรม เพื่อให้พร้อมในทุกนาทีหากมีคำสั่งให้ออกรบ ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะยังไม่ได้รับอาวุธประจำกายก็ตาม แต่ ยูรี่ เวอร์นีดุบ ก็พร้อมที่จะออกไปทำหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติในทุกเมื่อ เพราะเขานั้นไม่เคยรู้สึกไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย

โดยยูรี่ เวอร์นีดุบ ได้กล่าวไว้ว่า ผมมั่นใจมากว่าประเทศยูเครนจะเป็นผู้ชนะในการสงครามในครั้งนี้ และเขาก็ไม่มีความคิดอย่างอื่นในหัวเลย และก็ได้คาดว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อที่ได้รับชัยชนะเท่านั้น ซึ่งความต้องการของประเทศรัสเซียก็ดูว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุเป้าหมาย ทางประเทศยูเครนก็ต้องเจรจา ประเทศยูเครนก็จะไม่ยอมที่จะทำตามในสิ่งที่ประเทศรัสเซียมีต้องการ และก็ได้หวังว่าประเทศรัสเซียคงจะมีสมองมากพอที่จะสามารถหยุดสงครามในครั้งนี้

แม้ว่า ยูรี่ เวอร์นีดุบ จะได้ถอดเครื่องแบบของผู้จัดการทีม เพื่อมาสวมเครื่องแบบทหาร แต่เขานั้นก็คิดถึงกีฬาฟุตบอลอยู่ตลอดเวลา เพราะกีฬาฟุตบอลคือชีวิตของเขาตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์ และเขาก็ได้เริ่มเล่นกีฬาฟุตบอลอาชีพ หลังจากที่เขาได้แขวนสตั๊ดเขาก็ได้กลายมาเป็นโค้ชอย่างที่พวกเราได้เห็นกันในปัจจุบัน โดยมีจุดมุ่งหมายในลำดับต่อไปก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องการคว้าแชมป์ให้กับสโมสรที่เขาได้ทำหน้าที่อยู่

 

และไม่ว่าผลสรุปของสงครามจะออกมาเป็นเช่นไร ก็คงไม่มีใครที่อยากจะให้เกิดความสูญเสียในสงครามที่ได้เกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน และสันติก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีสุด ทั้งนี้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสงครามในครั้งนี้จะจบลงโดยเร็วที่สุด และ ยูรี่ เวอร์นีดุบ จะได้กลับไปทำงานที่เขารักอีกครั้งหนึ่ง